Tapas # 62 F&E

Tapas # 62 Fresh & Engagement

I only do this because I’m having fun. The day I stop having fun, I’ll just walk away.
Heath Ledger

พรุ่งนี้ผมจะต้องไปบรรยายเรื่อง cyber marketing ซึ่งเป็นงานสัมมนาที่จัดโดย สวทช ร่วมกับศูนย์นาโนเทคแห่งชาติ แถมผู้บรรยายร่วมของผมเป็นคนดังของวงการอย่างคุณ อรนุช เลิศสุวรรณกิจ (หรือที่เรารู้จักกันในนามคุณ mimee) ทำให้รู้สึกเกร็งนิดหน่อย ผมเลยต้องลองไปเค้นสมองว่าในฐานะที่มองจากมุมของผู้ใช้บริการนั้นอะไรคือสิ่งที่สำคัญ ในการทำ cyber marketing ให้ออกมา work และโดนใจคนดู

ขณะที่กำลังนั่งงงๆ อยู่หน้าจอคอมว่าจะเอาอะไรไปพูดดีหว่า ผมก็เหลือบไปมองคุกกี้ Oreo ที่อยู่ในมือแล้วก็นึกได้ว่าเอาเคส Oreo นี่แหละไปพูดละกัน เพราะถึงเคสนี้จะเกิดขึ้นมาปีกว่าแล้วแต่ผมชอบแนวคิดของคนทำมาก เพราะว่ามันได้ตอบโจทย์สองข้อของการทำ cyber marketing นั่นคือ

Fresh + Engagement

แคมเปญที่ว่านี้ทำขึ้นตอน Oreo อายุครบ 100 ปีในปี 2012 ซึ่งเขาเรียกแคมเปญนี้ว่า Oreo Daily Twist ซึ่งจะทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 100 วัน

โดยแนวคิดง่ายมากครับ คือทุกเช้าทีมงานจะมาดูว่าวันนี้โลก cyber เขาคุยอะไรกัน อะไรที่  in trend  แล้วหามุมมองที่สนุกสนานบ่อบอกตัวต้นของความเป็น Oreo แล้วก็ทำรูปขึ้นมา (บางอัน interactive) ให้คนไปพูดถึงและ share ต่อได้ในทุก platform ของ social media ไม่ว่าจะเป็น facebook, pinterest, twitter ฯลฯ

เมื่อจบแคมเปญ Oreo  ได้ 433 ล้านวิวบน Facebook, มีการ share เพิ่มขึ้น 280%, ได้ media impression 231 ล้านครั้ง (เยอะโคตร) และได้รางวัล Cyber Grand Prix awards ที่ Cannes International Festival of Creativity ไปถึงสองรางวัล

ผมลองเลือกกันที่ผมชอบมาซักสามสี่อัน

Image

อันนี้คือวันครบรอบวันที่ นีล อาร์มสตรอง ไปเหยียบดวงจันทร์

Image

อันนี้คือวันที่ยานสำรวจของ NASA ลงจอดบนดาวอังคาร

Image

วันนี้นักกีฬายิมนาสติกทีมชาติอเมริกากวาดเหรียญทองโอลิมปิคมา 5 เหรียญ

Image

วันงาน Emmy

จริงๆแล้วผมว่ามัน creative เกือบทุกอัน ลองเข้าไปดูแนวคิดของเขากันได้ในคลิปนี้ครับ

http://www.youtube.com/watch?v=j7wFQLRsMYQ

ต้องเรียกว่าเป็นแคมเปญที่มีความสมบูรณ์แบบในแง่การสื่อ online element ที่สำคัญสองข้อคือ fresh และ engagement

ในแง่ความ fresh คือทีมงานมีการหาข้อมูลทุกวันและมีการ execute ทันที ส่วน engagement คือตรงใจกับกลุ่มเป้าหมาย และสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายต้องการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและการ share ต่อได้

Cyber Marketing ที่ดีต้องทำให้ได้ครบทั้ง fresh และ engagement เพราะสองจุดนี้เป็นจุดแข็งของการใช้สื่อ online ที่ไม่เหมือนกับสื่ออื่นๆ

Tapas # 63 prime time

Tapas # 63 prime time

Image

ภาพข้างบนนี่คือ dyno sheet ซึ่งทำมาเพื่อบอกถึงการกระจายแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ในรถยนต์ ตามรอบความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับนักแข่งรถเพราะจะได้ทราบถึงการบริหารจัดการเครื่องยนต์ว่าควรจะใช้เกียร์อะไรและรอบเครื่องยนต์เท่าไร เมื่อต้องการเค้นพลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ออกมา

คนเราตอนทำงานก็มี dyno sheet เหมือนกัน

เคยลองสังเกตตัวเองไหมครับว่าช่วงเวลาในแต่ละวันของเรา พลังงานและสมาธิในการทำงานมักจะแตกต่างกันออกไป

ผมขอยกตัวอย่างของตัวเองละกัน

ผมจะพยายามออกกำลังกายตอนเช้าเพื่อเรียกความสดชื่น จากนั้นผมจะแบ่งเวลาออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน

1. Prime time : คือเวลาประมาณ 9 โมงถึงก่อน 11 โมงจะเป็นช่วงเวลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานและสมาธิสูงสุด ผมจะใช้เวลาช่วงนี้ใน coaching, นัดประชุม, พูดคุยกับทีมงาน และการตัดสินใจงานที่เป็นเรื่องสำคัญ+สลับซับซ้อน

2. Semi prime time : คือเวลาหลัง 11 โมงถึงบ่ายสองโมง สมาธิจะเริ่มลดแต่พลังงานยังคงเยอะอยู่ เวลานี้ผมมักใช้คุยกับลูกค้า และ ติดตามความคืบหน้าของงานแต่ละแผนกผ่านระบบ Trello (ระบบบริหารจัดการงานต่างๆในองค์กรของผม) หรือเขียนบทความที่ผมอยากเขียน

3. Labour time: หลังบ่ายมองโมงถึงหกโมง จะเป็นช่วงที่พลังงานและสมาธิค่อนข้างต่ำผมจะใช้เวลาช่วงนี้ในการหาข้อมูลต่างๆทั้งจากหนังสือและอินเตอร์เนทรวมถึงใช้เวลาในการตอบอีเมลล์และเซ็นเอกสาร รวมไปถึงงานที่เป็นงาน labour จิปาถะต่างๆด้วย และมีแถมนอนกลางวันด้วยบางวัน

4. Growing time: คือเวลากลางคืนหลังสองทุ่มจะเป็นเวลาที่สมาธิดีแต่พลังงานน้อย ผมใช้ช่วงเวลานี้ในการทบทวนงานของวันและคิดว่าพรุ่งนี้จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้จัดงานที่สำคัญที่สุดเอามาทำใน prime time ของวันรุ่งขึ้น

เวลาผมจะตัดสินใจเรื่องสำคัญ ผมจะตัดสินใจในช่วงเวลา 9 ถึง 11 โมงนี้เท่านั้นเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพทธ์จะออกมาดีที่สุด

แน่นอนว่าผมหวงแหนเวลานี้มาก และผมพยายามสื่อสารให้ทีมงานของผมรู้ด้วยว่าเวลานี้ถ้ามีเรื่องจะคุยต้องเป็นเรื่องสำคัญเท่านั้น ถ้าเอางานไม่สำคัญมา อาจโดนด่าได้

จากการสังเกตตัวเอง หากเอาเรื่องยากๆมาคิดในเวลาที่ไม่ใช่ prime time ผลลัพธ์จะออกมาเละตุ้มเป๊ะเสมอ

ภาพกระสุนปืนข้างล่างนี้อธิบายได้ดี สมมติให้ดินสอทางด้านขวาสุดคืองานสำคัญที่สุดของวัน จะเห็นว่ากระสุนทำลายดินสอด้านขวาไปได้เยอะกว่าด้านซ้ายพอควร  ซึ่งก็เหมือนกับการทำงานน่ะครับ เราต้องเอางานที่สำคัญที่สุดทำตอนที่เรามีพลังที่สุด เรื่องง่ายๆที่หลายๆคนลืมนึกไป และในความเป็นจริงก็คือหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่างานอะไรสำคัญที่สุด (ซึ่งเราจะเอามาเขียนได้เป็นอีกตอนนึง)

Image

แน่นอนว่าคนเราแต่ละคนมีเวลา prime time ไม่เหมือนกัน แต่การรู้ว่าเมื่อไรคือ prime time และเราใช้เวลานั้นไปทำอะไรเป็นเรื่องทำสำคัญมาก

ที่สำคัญเวลา prime time + semi prime time นี้ไม่ควรเอาไปใช้ในการทำงานที่ด่วนแต่ไม่สำคัญโดยเด็ดขาด เพราะเป็นการเสียของสุดๆ

ผมยกตัวอย่างแบบนี้ครับ ถ้าเราเปรียบเทียบเป้าหมายของเราคือการสร้างบ้านให้เสร็จ เราควรใช้เวลา prime time ในการสร้างบ้าน ไม่ใช่เอาเวลา prime time ไปดายหญ้า แต่เชื่อไหมครับว่าในชีวิตผม ผมเห็นคนที่กำลังลงมือจะสร้างบ้าน พึ่งเริ่มก่ออิฐไปได้แค่ก้อนเดียว แล้วก็หันไปดายหญ้าอีกแล้วเพราะหงุดหงิดกับสนามที่รกไม่ได้ เปรียบได้กับคนที่เอาเวลาที่เรามีประสิทธิภาพสูงสุด หมดไปกับเรื่องด่วนที่ไม่สำคัญนี่แหละครับ

ในที่สุดเมื่อหมดปีคนที่บริหาร prime time ไม่เป็นก็จะมีสนามที่สวยงาม กับบ้านที่เสร็จไปแค่ครึ่งเดียว !

ใครมี prime time  ที่มาตามสั่งและนานที่สุดรู้ไหมครับ

มืออาชีพไงครับ

เคยมีคนไปสัมภาษณ์ราฟาเอล นาดาล ยอดนักเทสนิสของโลกว่าความรู้สึกในตอนลงสนามแข่งและต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่เก่งๆมากเขารู้สึกยังไงบ้าง  นาดาลตอบว่า “ส่วนใหญ่ก็เหมือนๆกับตอนซ้อมนะครับ”

คำตอบแต่ดูธรรมดาแต่แฝงไว้นัยยะสำคัญ

นักกีฬาอาชีพจะมีช่วงเวลาพีคมากกว่านักกีฬาทั่วๆไปเหตุผลเพราะพวกเขาฝึกซ้อมมากกว่า เขาสังเกตมากกว่า จนมันกลายเป็นนิสัยส่วนตัว จึงมี prime time  ที่นานกว่า (ถ้าเป็นศัพท์ในวงการกีฬา เราเรียก in the zone) คนที่รักษาช่วงเวลานี้ได้นานมักจะมีสถิติการแข่งขันที่ดี

เพราะฉะนั้นเราต้องเป็น “มืออาชีพ” ในการบริหารงานของเราให้ได้ และเหมือนกับนักกีฬาคือเราต้องขยันซ้อมและช่างสังเกต

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของผม การสร้าง prime time ที่มีคุณภาพนั้นสามารถทำได้โดย

การออกกำลังกายโดยเฉพาะการออกกำลังกายตอนเช้า

เลือกอาหารที่มีวิตามินเยอะ (ตัวผมหลังจากดื่มน้ำผักปั่นทุกวันแล้วรู้สึกชีวิตดีชึ้นเยอะ)

นอนกลางวันซัก 20 นาที

อ่านหนังสือทุกวัน

ช่วงไหนทำ 4 ข้อนี้ได้สม่ำเสมอ prime time ของผมจะยาว ช่วงไหนเกเร prime time ก็จะสั้นลง บางวันแทบไม่มี prime time เลยก็มี เพราะฉะนั้นชีวิตส่วนตัวของเราจึงเกี่ยวข้องกับความสำเร็จด้านหน้าที่การงานโดยตรงนะครับ

ใส่วินัยให้ตัวเองทุกวัน แล้วคุณจะรู้ว่าเวลา 24 ชม ของคุณมีค่าขึ้นอีกเยอะครับ

Tapas # 61 เสียดาย

Tapas # 61  เสียดาย

 

 

สุปสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางมาพักผ่อนที่หัวหินกับครอบครัว แล้วอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงบางเรื่องของธุรกิจท่องเที่ยวไทยที่เห็นแล้ว

 

 

 

“เสียดาย”

 

 

 

 

ถ้าจะว่ากันไปประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรทางการท่องเที่ยวครบครันที่สุดลำกับต้นๆของโลกเพราะว่า

 

ราคาที่ไม่แพงจนเกิดไป

อากาศที่เหมาะสมต่อการเที่ยวตลอดทั้งปี

อัศยาศัยของคนไทยกับการเป็นเจ้าบ้านที่ดี (ส่วนใหญ่)

เต็มไปด้วยวัฒนธณรมและประวัติศาสตร์

 

 

 

 

 

ข้อ 4 นี่แหละครับที่ผมอยากพูดถึง เพราะหลังๆเราเหมือนจะมองข้ามเรื่องนี้ไป และพยายามจะใช้ทางลัดเพื่อให้สร้างแหล่งท่องเที่ยวปลอมๆขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึง “ รากแก่น” ของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สร้างกันมาแต่โบราณ​

 

 

 

 

 

 

อย่างหัวหินนี่เราจะเริ่มเห็นที่เที่ยวที่สร้างมาโดยการเอาเมืองสำคัญๆจาก กรีซและอิตาลีมาเป็น theme หลักโดยไม่ได้คำนึงถึงรากของความเป็นหัวหินดั้งเดิมเลย

 

 

 

 

 

เพราะการต้องการ”ทางลัด”ในการทำธุรกิจนี้เองจะทำลายเสน่ห์ของความเป็นหัวหินลงซักวันนึง

 

 

 

 

อาจจะเป็นความคิดเห็นที่รุนแรงไปบ้างแต่ผมคิดแบบนั้นจริงๆ

 

 

 

ผมอยากเล่าเรื่องนึงให้ท่านผู้อ่านฟังซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับการท่งเที่ยวเลยแต่บริบทมันคล้ายกับเรื่องที่ผมกำลังพยายามจะสื่อ

 

 

 

ท่านเคยได้ยินชื่อ Mitsubishi F-2 ไหมครับ

Mitsubishi F-2 ถือเป็นความภาคภูมิใจของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นและชาวญี่ปุ่นโดยรวมก็ว่าได้ โดย F 2  นั้นเอาเครื่องบิน F16 ของ Lockheed Martin มาพัฒนาต่อ โดยทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและ ติดตั้งเรดาร์ AESAที่ Mitsubishiพัฒนาขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังสามารถติดอาวุธอากาศสู่อากาศ AAM-3 และอากาศสู่พื้นแบบ ASM-1/ASM-2 ซึ่งทั้งหมดญี่ปุ่นทำเองทั้งสิ้น

F2

ตอนพัฒนา F2 นี่ ราคาและค่าใช้จ่ายนี่เรียกว่ารากเลือด แต่การมองการณ์ไกลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เข้าใจถึงความจำเป็นในการลงทุนอย่างอดทนเพื่อที่จะสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตเครื่องบินของตนเองได้โดยไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ ทำให้รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนนี้แม้ว่าจะรู้ว่าต้องใช้เงินมหาศาลกว่าไปซื้อของสหรัฐมา แต่ถ้าไม่พัฒนาเองก็ต้องซื้อของต่างชาติตลอดไป

 

 

โดยปัจจุบัน Mitsubishi F-2 นั้นมีประจำการอยู่ 74 ลำแบ่งเป็นสองรุ่นคือ

 

Mitsubishi F-2A  สำหรับ แบบหนึ่งที่นั่ง และ Mitsubishi F-2B แบบสองที่นั่ง

 

ประเด็นที่ผมอยากบอกคือ เขายอมที่จะไม่ใช้ทางลัดและเลือกที่จะพัฒนาโดยคำนึงถึงแก่นของตัวเองเป็นที่ตั้ง

 

 

 

แต่เท่าที่ผมมองตอนนี้การท่องเที่ยวหลายที่เริ่มหลงประเด็น อย่างล่าสุดที่ปมไปปายมา ก็จะพบกับรถโฟล์คตู้เก่าที่ขายเหล้าปั่น หน้าตาเหมือนกับที่ผมสามารหาซื้อได้ที่ตลาดนัดรถไฟกรุงเทพ ที่หาดป่าตองภูเก็ต พัทยา และสุขุมวิทซอย 11 (เชื่อว่ามีที่อื่นอีกที่ผมไม่เคยเห็น)

10002_6057049632c655e8db_big

พร้อมทั้งร้านขายเสื้อยืดที่มีลายเสื้อเหมือนแหล่งท่องเที่ยวอื่นเป๊ะๆแค่เปลี่ยนชื่อสถานที่เป็นปายแค่นั้นเอง

 

ตอนนี้เชียงคานก็เริ่มมาแนวนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่ามันเริ่มมีสูตรสำเร็จ

 

ถ้าเราไม่ทำอะไรซํกอย่าง อีกหน่อยเราคงแยกเมืองเล็กๆที่มีเสน่ห์ อย่าง ปาย เชียงคาน น่าน จากกันไม่ออก ทั้งๆที่สามเมืองที่ว่ามานี้มีแก่นที่ต่างกันมาก

 

 

ลองมองไปที่เขาใหญ่บ้าง เราจะจบโรงแรมและที่พยายามจำลอง (และส่วนใหญ่ทำได้ไม่ดี) สถานที่เที่ยวหรือโรงแรมโดยมี theme มาจากเมืองสำคัญๆมาเกือบหมดทั้งยุโรปแล้วมั้ง จนเสน่ห์ความเป็นอุทยาแห่งชาติเขาใหญ่ หดหายไปมาก

 

บางคงอาจจะแย้งว่า เดี๋ยวนะครับขนาด Las Vegas ยังมีโรงแรมที่จำลองมาจากที่สำคัญๆในโลกตั้งแต่อียิปต์ อิตาลี ฝรั่งเศส หรือแม้แต่เมืองในประเทศเขาอย่างนิวยอร์กเอง

paris-las-vegas-14.4

แต่อย่าลืมนะครับว่าบริบทมันต่างกันมาก Las Vegas นั้นสร้างมาจากที่ที่เป็นทะเลทรายอันเวิ้งว้างไม่มีอะไรเลย และแก่นของความเป็น Vegas นั่นคือ Adult Playground  เพราะฉะนั้น theme ต่างๆของโรงแรมเป็นเพียงแค่ตัวเสริมแก่นของความเป็น Vegas ถ้าเปรียบเทียบ Vegas คงต้องเปรีบเทียบมันเหมือนกับ Disneyland ที่แม้จะมีของจากหลากหลายประเทศ แต่ก็เพียงเพราะมันมีแนวคิดหลักเป็น themepark

 

 

 

 

แต่ของเรานี่ไม่ใช่นะครับ เราอยากจะขายความเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ใช่เหรอ

 

 

 

 

 

 

 

ผมขอพูดถึง Mykonos ที่กรีซละกันนะครับ สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ไปเมืองมันหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

 

 

mykonos

 

 

 

ท่านเห็นหน้าตาของสิ่งก่อสร้างที่เป็นtheme เดียวกันทั้งเมืองไหมครับ มันเป็นเสน่ห์ของ Mykonos ซึ่งดึงดูนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาที่นี่ทุกปี ทั้งๆที่จะว่าไปทะเลที่ Mykonos ยังสวยสู้เมืองไทยไม่ได้เลย อันนี้ผมไม่ได้เป็นคนพูดนะครับ เจ้าของร้านเช่ารถบนเกาะบอกผม เพราะเขาเองนั่นมาอยู่ภูเก็ตปีละ 3 เดือนทุกปี

 

 

เขายังเล่าให้ผมฟังอีกว่า คนท้องถื่นที่นี่ต่อต้านทุนขาดใหญ่ที่จะมาสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ เพราะคิดว่ามันจะทำลายวัฒนธรรมของพวกเขาแม้ว่ามันอาจจะทำให้พวกเขารายได้มากขึ้นแต่ประชาชนหมื่นกว่าคนที่นี้ขอยอมอดทนโตอย่างช้าๆ ดีกว่าที่จะโตเร็ซแต่เสียความเป็นตัวเองไป

 

 

ฟังแล้วแนวคิดคล้ายๆกับเรื่องเครื่องบิน F2 ไหมครับ?

 

 

 

 

 

 

 

ถ้าเราไม่มีการวาง master plan ที่ดีและความอดทนในการพัฒนารากแก่นของวัฒนธรรมท้องถื่นมากพอ ผมคิดว่าการเติบโตของการท่องเที่ยวที่พม่าและเวียดนามจะสั่นคลอนรายได้ของประเทศเราเป็นอย่างมากในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้

 

 

ทั้งหมดนี่ติเพื่อก่อนะครับ เพราะอยากเห็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ

Tapas # 60 ปีใหม่ละนะ

Tapas # 60 ปีใหม่ล่ะนะ

innocent-smoothies (1)

Necessity of action takes away the fear of the act, and makes bold resolution the favorite of fortune.
Francis Quarles

และแล้ว Tapas ก็เดินทางมาจนครบ 60 ตอนพอ ดี และเพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่วันนี้ผมขอเขียนให้กับเรื่องที่หลายๆกำลังทำอยู่ทุกต้นปีใหม่

New Year’s Resolution นั่นเอง

เท่าที่ฟัง New Year’s Resolution มาจากเพื่อนๆหลายคน เรื่องท๊อปฮิตมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการออกกำลังกาย+ลดน้ำหนัก และ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตนเอง

ไม่ว่าท่านจะมี New Year Resolution เป็ฯเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ผมเชื่อว่าการมีเป้าหมายอย่างเดียวนั้นไม่พอแต่เราต้องมีกระบวนการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายนั้นด้วย

กระบวนการอาจมีหลากหลายแต่ผมขอเล่าวิธีการที่ผมเลือกใช้ล่ะกันนะครับ เผื่อใครอยากเอาไปลองใช้บ้าง

ผมเรียกสิ่งที่ผมทำว่า 2-2-2-2

นั่นคือ

Two Yearly Goals

Two Monthly Goals

Two Weekly Goals

Two Daily Goals

การวางแผนแบบ 2-2-2-2 มีส่วนสำคัญอยู่สองส่วนครับ

ส่วนแรก คือจำนวนของเป้าหมายผมเชื่อว่าถ้าเราตั้งเป้าหมายเยอะมากๆเราจะสูญเสีย focus ไปและในที่สุดจะทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่ดีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจึงไม่ควรเกิน สอง หรือ สามเป็นอย่างมาก ถ้ามีแค่เพียงหนึ่งได้ อาจจะยิ่งดี

ส่วนที่สอง การตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดีและควรทำ แต่เป้าที่ใหญ่ เช่น เป้าของปีนั้น มันดูยากและไกล ถ้าเราไม่วาง roadmap ดีๆ เดินๆไปก็จะหลงทางและในที่สุดก็จะไม่ได้อะไรซักอย่าง

นี่คือที่มาของ เป้าเดือน เป้าสัปดาห์ และเป้าวัน

เพราะเมื่อเราย่อยเป้ามาเป็น เดือน สัปดาห์ และวันแล้ว เราจะมองเห็นทางในการทำให้สำเร็จมากขึ้น เพราะคำถามถามในทุกวันก่อนที่จะเริ่มทำงานของเราจะง่ายมาก

“ถ้าเรามีเวลาทำแค่สองสิ่งในวันนี้ เราจะทำอะไร”

นี่คือเรื่องการลำดับความสำคัญนั่นเอง และเมื่อเราสามารถลำดับความสำคัญรายวันได้ เป้าหมายของวันเราก็จะเสร็จ เมื่อเป้าวันเสร็จทุกวัน เป้าสัปดาห์ก็จะเสร็จ เมื่อเป้าสัปดาห์เสร็จ เป้าเดือนก็จะเสร็จ และในที่สุดเราก็จะได้เป้าหมายของปีที่เราปรารถนา ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

การแบ่งเป้าแบบนี้ยังช่วยเป็นระบบ tracking ไปในตัวด้วย เมื่อมีอะไรที่ไม่เสร็จตามที่วางแผนไว้ เราจะได้แก้ไขกับมาได้ทันท่วงที และจะได้ไม่เกิดติดพอกหางหมูขึ้น

อย่างเป้าหมายขององค์กร ผมให้ทุกทีมเอาเป้าปลายปีของบริษัทมาย่อย และผมทำตารางปฎิทินเป้าหมายรายเดือนและสัปดาห์ไปจนถึงสิ้นปี  ส่วนรายวันนี่แต่ละคนต้องทำเองให้เป็นนิสัยอยู่แล้ว

ถ้าทำได้แบบนี้ผมมีความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่หวังไว้อยู่ไม่ไกล

การจะตั้งเป้าหมายที่ดีนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนนิสัยสองอย่างคือ

เรื่องการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น

กับ

การ read between the lines หรือการตีความความหมายของสิ่งต่างๆที่ไม่ได้บอกมาตรงๆ

เอาเรื่องความสามารถในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อน ความสามารถด้านนนี้สามารถเอาไปใช้งานได้หลากหลายมากตั้งแต่ชีวิตประจำวันทั่วไปจนถึงการวางแผนธุรกิจอันซับซ้อน ซึ่งคนที่เก่งด้านนี้จะเป็นคนช่างสังเกตบวกกับมีความคิดสร้างสรรค์

ข่าวดีก็คือเรื่องพวกนี้สามารถฝึกหัดได้ครับ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆเช่น คาดการณ์ว่ารถที่อยู่เลนข้างๆจะเปลี่ยนเลนมาที่เลนเราไหม แล้วลองติดตามผลดู เมื่อเราทำบ่อยๆความสามารถในการคาดการณ์ของเราจะสูงมากขึ้น ผมก็ชอบทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆครับ จนตอนนี้ผมสามารถคาดการณ์ได้เกือบ 100% เลยครับว่ารถคันไหนจะเปลี่ยนเลยไปไหนบ้าง

ผลของการฝึกเรื่องนี้คือผมไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งไปชนเขาหรือคนอื่นมาชน รวมทั้งนิสัยอันนี้ยังติดตัวทำให้ผมเป็นคนชอบคาดเดาอนาคตในเรื่องต่างๆเสมอ

ผมขอยกตัวอย่างที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังให้ฟังละกันนะครับ

ใน 1998 เพื่อนสามคนซึ่งต่างก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีชีวิตธรรมดา ตัดสินใจลองทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดา ด้วยการซื้อผลไม้มูลค่า 500 ปอนด์มา เพื่อทดลองทำ smoothies ให้ลูกค้าลองชิมในงาน London Music Festival โดยมี เขียนป้ายไว้ว่า “พวกเขาควรลาออกจากงานมาขาย smoothies ดีไหม” ข้างใต้ป้ายอันนั้นมีถังขยะ เขียนว่า “Yes” และ “No” ผลปรากฏว่า ถังขยะ “Yes” เต็มก่อนถังขยะ “No”

พวกเขาลาออกจากงานประจำในวันรุ่งขึ้น

ผ่านมา  15 ปี ทุกวันนี้ innocent ขาย smoothies กว่าสองล้านแก้วทุกสัปดาห์ ผ่านหน้าร้าน 7000 จุด โดยมียอดขายกว่า 100 ล้านปอนด์ต่อปี

ความสามารถในการทำนายอนาคตของผู้ก่อตั้ง innocent จากการสังเกตพฤติกรรมลูกค้าของเขาในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ London Music Festival นั่นเองที่ทำให้เกิดเรื่องราวแห่งความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้

การ read between the lines ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันตลอด เพราะโจทย์ทางธุรกิจมักไม่มาตรงๆอยู่แล้ว มันมักจะซ่อนความหมายทั้งด้านดีและไม่ดีมาด้วยเสมอ คนที่มีความสามารถในการ “แงะ” โจทย์พวกนี้ให้ขาด

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว Federic Smith ซึ่งตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ที่ Yale ได้เขียน business plan เรื่องนึงขึ้นมาเกี่ยวกับระบบการขนของและเอกสารด่วนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นยังใช้การขนส่งผ่านระบบ cargo ของสายการบินเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ชนส่งมาพร้อมกับเครื่องบินพานิชย์ ซึ่งมีผู้โดยสารอยู่ด้วย จึงทำให้การขนส่งวิธีนี้เต็มไปด้วยกฏข้อบังคับต่างๆมากมาย เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารด้วย อีกทั้งระบบการรับและส่งของที่สนามบินก็มีความยุ่งยากทำให้เกิดความล่าช้าขึ้น

Smith จึงเสนอ business model ของการขนส่งด่วนที่มีเครื่องบิน รถขนส่ง และจุดกระจายสินค้าของตนเอง เพื่อทำการขนส่งสินค้าแบบ point to point ที่มีความรวดเร็วสูงสุด เขามองว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นนี่เองนี่คือสิ่งที่เป็นความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกค้าได้

แต่อาจารย์ของเขาไม่เห็นด้วย และให้ “C” กับ business plan ของ Federic Smith

แต่เกรด “C” ไม่สามารถหยุดยั้ง Smith ให้ทำตามวิสัยทรรศน์ของเขาได้ เขาก่อตั้ง Federal Express ขึ้นในปี 1971 และเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบัน FedEx มีเครื่องบินเป็นของตัวเอง 650 ลำและมี รายได้ประมาณ 330,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งหมดเริ่มมาจากความสามารถในการ read between the lines ของ Federic Smith นั่นเอง

แต่ แต่ แต่

สิ่งที่จะให้ความสำเร็จทั้งหมดนี่เกิดขึ้นได้คือ “วินัย” ครับ ถ้าทำสองวันพกัดวันนึงแบบนี้ชาตินี้ก็ไม่มีทางสำเร็จครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

Tapas # 59 ทำไมต้องดีไซน์

Tapas # 59 ทำไมต้องดีไซน์

“Design is not just what it looks like and feels like. Design is how it works.”

Steve Jobs

ตรงข้ามกับความเชื่อส่วนใหญ่ ความสวยงามเป็นเพียงแค่ส่วนนึงของงานดีไซน์เท่านั้น

ลองเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์แล้วมองดูรอบๆตัวท่านนะครับ ไม่ว่าตอนนี้ท่านจะอยุ๋ที่ไหนก็ตามท่านจะเห็นงานดีไซน์ล้อมรอบตัวท่านไปหมด

ถ้าหากท่านใช้ notebook ของ Apple นอกจากความเรียบง่ายสวยงามของตัว notebook แล้ว สิ่งนึงที่น่าทึ่งมากคือการดีไซน์จุดต่อปลั๊กของ Apple เพราะจุดต่อปลั๊กระหว่างตัว notebook กับสายชาร์จนั้นถูกดีไซน์มาให้ติดกันโดยแม่เหล็ก ไม่ใช่การติดโดยแรงยึดระหว่างสายปลั๊กกับตัว notebook เหมือนในอดีต

แล้วมันดียังไงครับ?

ความดีของมันจะเกิดขึ้นเมื่อคุณชาร์จแบตนั่งทำงานอยู่แล้วเพื่อนคุณเดินมาเตะสายปลั๊กนั่นแหละครับ  เพราะเนื่องจากมันเป็นแม่เหล็กมันจะหลุดออกโดยไม่ลากคอมพิวเตอร์แสนรักของคุณลงพื้นไปด้วย

apple

นี่แหละครับตัวอย่างงานดีไซน์ที่ดี

งานดีไซน์ที่ดีจึงไม่เพียงแค่สวยงามแต่ต้องทำให้ชีวิตของคนที่ใช่มันดีขึ้นด้วย

…..Design improves life…..

เวลาพูดถึงงานดีไซน์เราไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่ของแพงๆถึงจะต้องมีดีไซน์นะครับ ของใช้ประจำวันทั่วไปก็มีดี design icon ชั้นยอดได้

ขวดซอสซีอิ๊วญี่ปุ่น Kikoman ซึ่งออกแบบโดย Kenji Ekuan ที่ใช้มา 50 กว่าปีแล้วยังไม่เคยเปลี่ยนเลย เพราะนี่คืองานดีไซน์อันยอดเยี่ยมที่ผสมผสานความคล่องแคล่วว่องไวผ่านทรงขวดที่เพรียวลม ซึ่งเปรียบเสมือนวัฒนธรรมของอเมริกาที่มีอิทธิพลสูงมากกับญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองกับความนิ่งที่ผ่านแสงและเงาของขวด Kikoman อันเปรียบเสมือนวัฒนธรรมอันดีงามและเก่าแก่ของญี่ปุ่น

kikkoman-soy-sauce-dispenser-1

ในแง่ของการใช้งาน ขวดที่จับง่ายถนัดมือลดโอกาสการตก รวมถึงฝาสีแดงที่ลดโอกาสการหกของซีอิ๊ว ก็ถือว่าเป็นอะไรที่ใหม่มากในยุคนั้น และตัวมันเองยังคงคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากว่าครึ่งศตวรรษ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ยืนคู่กับวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่นและอาหารญี่ปุ่นได้อย่างภาคภูมิ

นี่แหละมั้งคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมนึกถึงซีอิ๊วญี่ปุ่นยี่ห้ออื่นไม่ออกเลยจริงๆ

ดีไซน์พื้นที่สาธารณะ (public space) ซึ่งเน้นเรื่องประสบการณ์ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ ก็เป็นอีกสิ่งที่ประเทศไทยควรให้ความสำคัญมากกว่านี้ ผมพึ่พาครอบครัวไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์วิทยาสตร์แห่งชาติที่คลอง 6 มาแล้วพบว่าที่นี้เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ แต่ว่าพอเอามารวมกันมันออกมาไม่น่าสนใจ เพราะขาดองค์ประกอบของงานดีไซน์ไป ทำให้เป็นที่ที่ดูสับสน อลม่าน และขาดแรงดึงดูดไป

เรื่องที่ควระจะทำเช่น ควรมีการจัดระเบียบเครื่องเสียงที่ตีกันมั่วไปหมด ควรปรับปรุงคำอธิบายที่ใช้ font ที่ดูเล็กและน่าเบื่อ ด้วยการใช้ infographic ที่เป็นการผสมผสานของภาพกับตัวหนังสือเพื่อความเข้าใจที่ง่ายกว่านี้ และถ้าจะให้ดีควรเล่าเรื่องแบบ stroy telling  มากกว่าแค่การระบุข้อเท็จจริง (stated facts)

science museam

นอกจากนั้นประเด็นที่ลืมไม่ได้คือห้องน้ำที่ต้องเดินออกมาจากตัวพิพิธภัณฑ์ ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งเพราะ เรื่องราวในพิพิธภัณฑ์มีเยอะและแต่ละเรื่องต้องใช้ความเข้าใจในการศึกษา การที่จะต้องเดินจากชั้น 6 ลงมาชั้น 1 จึงทำให้เกิดความไม่ต่อเนืองในการชม

นี่ยังไม่รวมถึงแผนผังการเดินที่สับสนและไม่ต่อเนื่องซึ่งทำให้ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ลดลงอย่างมาก

อันนี้เป็นตัวอย่างของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ (ปริมาณข้อมูล) มากกว่าวิธีการคิด (ทำยังไงจะให้ข้อมูลที่ง่ายและเป็นประโยชน์กับผู้ชมมากที่สุด)

อีกทีที่ทำได้ดีขึ้นในแง่ของงานดีไซน์คือ Museum Siam ที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ของสยามประเทศ แบบเท่ห์ๆ ผ่านการผสมผสานของ interactive media กับ traditional museum element ได้เป็นอย่างดี และ flow ของการเยี่ยมชมก็ดีมาก ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนทำ public space เมืองไทยเริ่มให้ความสนใจกับการออกแบบประสบการณ์ของผู้เข้าใช้งานมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สุดเท่าไร

Museam Siam

แต่ถ้าจะเอาแบบสุดยอดจริงๆ น่าจะเป็น British Museam ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่สร้างประสบการณ์แบบลื่นไหลให้กับผู้เข้าชมได้ดีจริงๆเรียกว่าเดินทั้งวันไม่มีเบื่อ

British-Museum

งานดีไซน์ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงนี้เห็นจะหนีไม่พ้น sustainibility design ที่มีความมุ่งหมายจะให้มนุษย์เบียบเบียนทรัพยากรของโลกให้น้อยลง ผมหาตัวอย่างของสองนักศึกษาที่ออกแบบกล่องที่ท้าทายแนวคิดการทำกล่องที่อยู่มาเป็น 100 ปีได้เยี่ยมมาก

ลองเข้าไปดู link นี้กันนะครับ  เขาอธิบายไว้ครบถ้วนแล้ว

http://www.youtube.com/watch?v=xExVzADFeWo

แม้งานของสองคนนี้จะยังเป็นช่วงของการทำ prototype อยู่แต่ถ้ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงก็คงจะช่วยให้เราตัดต้นไม้น้อยลงไปเยอะ

 

งานดีไซน์ที่แย่ๆ สามารถถึงขั้นเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโลกได้เลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ใบเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในปี 2000 ที่ อัล กอร์ ต้องพ่ายแพ้ต่อ จอร์จ บุช คนลูก อย่างเฉียดฉิว เพราะ บุชได้รับชัยชนะที่รัฐฟลอริด้าไป

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นเด็นให้กล่าวขานคือใบเลือกตั้งของเขต ปาม์ม บีช ที่มีผู้สูงอายุอยู่ค่อนข้างเยอะ เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อตัวแทนจากรีพับบลิกันมีคะแนน ชนะตัวแทนจากเดโมดแครตถึง 3 เท่า เหตุเกิดเพราะงานดีไซน์แย่ๆ ตามภาพ กล่าวคือ แม้เดโมเครตจะเป็นตัวเลือกที่สอง(ทางฝั่งซ้าย)แต่ ถ้าจะเลือกเดโมเครตต้องใช้ช่องที่สาม

palmballot

งงซะครับทีนี้ เพราะฉะนั้นทำให้เขตนี้เขตเดียวมีบัตรเสียไปถึง 5 พันกว่าฝบ ในขณะที่บุชชนะที่เขตนี้เพียง 5 ร้อยกว่าคะแนน เหตุการณ์นี้นี่เองที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ของอเมริกาไปตลอดกาล

 

เพราะดีไซน์ห่วยๆ แค่นั้นเองจริงๆ

 

 

นอกจากนี้ ศาสตร์ด้านการออกแบบบริการหรือ service design ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงแต่เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างเยอะ จึงจะขอยกไปเขียนเป็นอีกบทดีกว่า

ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ชัดเจนแล้วว่า ของดีมีคุณภาพจะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นต่อไปของที่จะขายได้ต้องมี ดีไซน์ที่ดีด้วย  เพราะฉะนั้นใครคิดจะขายของแล้วเลือกที่จะละเลยเรื่องนี้รับรองว่าตายตั้งแต่ยังไม่เริ่มแน่นอนครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ

Tapas # 58 โหยหา

Tapas # 58 โหยหา

vinyl-1

 

เมื่อวานผมได้มีโอกาสไม่นั่งที่ร้านกาแฟชื่อ coffee model บนถนนประดิพัทธ์ ระหว่างซอย 12 กับ ซอย 14  ตัวร้านนี้ใหญ่มากทีเดียวมีที่จอดรถพร้อมสรรพ ที่น่าประทับใจมากคือร้านนี้เต็มไปด้วยต้นไม่ครับ พี่พิเชษฐ์ บก หนังสือที่เคารพของผมเป็นคนแนะนำร้านมา พี่เขาบอกว่าร้านนี้เหมือน oasis กลางกรุงจริงๆ

 

 

ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ

 

 

 

ใครชอบร้านแนวอาร์ตๆต้องแวะไปเยือนที่นี่ให้ได้

 

 

นอกจากขายกาแฟแล้วร้านนี้ยังขายแผ่นเสียงอีกด้วย และแน่นอนว่าตามประสาคนชอบคุยผมก็เลยไปคุยกับคนขายแผ่นเสียงหน่อยว่าธุรกิจนี้เป็นยังไงบ้าง เพราะโดยส่วนตัวก็เป็นชอบแผ่นเสียงเหมือน เพราะได้รับมรดกเป็นแผ่นเสียงพร้อมเครื่องเล่นครบชุดจากคุณพ่อภรรยามา และพบว่าเจ้าแผ่นเสียงที่มีเสียงเหมือนฝนตกเป็น backgroud ของเพลงตลอดเวลามันมีเสน่ห์แบบแปลกๆดีเหมือนกัน

 

ปรากฏว่าคนขายบอกผมว่า ธุรกิจแผ่นเสียงดีขึ้นมากในช่วงหลังๆ มีคนหน้าใหม่ๆเข้ามาซื้อแผ่นเสียงเยอะมากขึ้น รวมถึงแผ่นเสียงหายากๆก็จะมีชาวต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ความสนใจมาก ทำให้ราคาแผ่นเสียงในบ้านเราเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

 

สอดคล้องกับที่วันก่อนผมเห็นร้านแมงป่องมีแผ่นเสียงขายแล้วและอัลบัมใหม่ๆก็มีการทำแผ่นเสียงออกมาเยอะกว่าสมัยก่อนเพียบ อันนี้ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่ายุคทองของแผ่นเสียงกำลังจะกลับมา

 

ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายของแผ่นเสียงในอังกฤษปรับตัวขึ้นเกือบเท่าตัวในปี 2013 เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นเลขสองหลักมาตั้งแต่ปี 2000 ในขณะที่ United record ในเมือง Nashville, TN เมืองที่ผู้เขียนไปใช้ชีวิตอยู่สองปี   ผลิตแผ่นเสียงได้วันละ 40,000 แผ่นโดยแผ่นที่ขายดีที่สุดของปีนี้เป็นของ  Daft Punk อัลบัม Random Access Memories

 

จากสถิติตัวเลขอีกอันที่น่าสนใจคือกว่า 1 ใน 3 ของลูกค้าที่ซื้อแผ่นเสียงไป มีอายุน้อยกว่า 35  ปี ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เติบโตมากับยุคของแผ่นเสียงแล้ว (FYI คนอายุ 35 ลงมา จะได้ฟังเพลงจาก เทป CD และหลังๆก็เป็น digital format ทั้งหมด) และอาจจะเป็นการแปลความหมายได้ว่า แผ่นเสียงอาจะเป็น vehicle ใหม่ของวงการดนตรี ที่ไม่ใช่เพียงแค่ retro trend เฉยๆ

 

 

 

เดี๋ยวนี้ค่ายเพลงจึงต่างพร้อมใจกันออกอัลบัม version แผ่นเสียงให้กับงานใหม่ๆเกือบทุกชุด

 

 

แผ่นเสียงมีอะไรดี?

 

บางคนก็บอกว่าแผ่นเสียงมันเป็น analog จึงไม่มีช่วงว่างระหว่างจังหวะทำให้เสียงที่ได้นุ่มนวลชวนฝันกว่า บ้างก็ว่าแผ่นเสียงเหมือนรูปปั้นที่มีการแกะเสียงลงไปบนแผ่นจริงๆ บ้างก็ว่าแผ่นเสียงทำให้เกิด การฟังแบบ active มากกว่า คือทำให้เราตั้งใจฟังจริงๆ เปรียบได้กับว่าเวลาเราวิ่งออกกำลังกายเราฟัง MP3  แต่เวลาเราอยากฟังเพลงเพราะๆคนเดียวด้วยเครื่องเสียงดีๆ เราจะเลือกแผ่นเสียงมากกว่า

 

 

 

ความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าว่าในยุคปัจจุบันนี้มนุษย์เรามีความต้องการที่จะแสดงความ “ติส” ภายในตัวออกมากันทุกคนครับ เพราะนี้มันเป็นยุคของ creative class ไม่ใช้ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว ความ “ติส” นี้มันจะเกิดขึ้นมาเมื่อมี “พิธีกรรม” เกิดขึ้นครับ

 

พิธีกรรมเป็นสิ่งที่เคยถูกมองเป็นเรื่องเสียเวลาในช่วงก่อนปี 2000 แต่ในยุคนี้ที่อะไรๆก็เร่งรีบไปหมด ความสวยงามของพิธีกรรมจึงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

 

 

เช่น พิธีกรรมการชงกาแฟ drip ที่ใช้เวลานานมาก หรือ การชงชาแบบญี่ปุ่น ก็กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

 

แผ่นเสียงก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆบรรจงหยิบแผ่นออกมาแล้วเช็ดอย่างปราณีตแล้ววางบนเครื่องเล่นก่อนมีเสียง “กึก”  เบาๆ พร้อมกับการบรรเลงเพลง Beatles สุด classic หรือการหยิบแผ่นเสียงออกมาแล้วเช็ดด้วยผ้าสีสะท้อนแสงก่อนวางลงบน turntable ราคาหลักแสนในผับกลางกรุงเทพที่มีคนกำลังโยกหัวตามทำนองเพลงของ Daft Punk กันอย่างเมามันส์ล้วนเป็นพิธีกรรมทั้งสิ้น

 

 

 

พิธีกรรมที่ MP 3 ไม่มีวันให้คุณได้

 

 

 

พิธีกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่ง higher cognitive หรือการรับรู้ขั้นสูงของมนุษย์ เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการเสพแต่เพียงสิ่งของแต่ยังต้องการเสพประสบการณ์อีกด้วย และเมื่อเราอยุ่ยุคที่มีของเหมือนๆกันเต็มไปหมด ความแตกต่างด้านประสบการณ์ที่ละเอียดอ่อนนี้เองจึงเป็นตัวตัดสินว่าเวลาเราจะจ่ายเงินซื้ออะไรซักอย่าง

 

 

ลองดู trend นี้ในธุรกิจอื่นบ้างนะครับ

 

 

 

ธุรกิจ Chef’s Table ที่เชฟจะคุยกับเราพร้อมกับโชว์ฝีมือการทำอาหารไปด้วยนั้นจึงกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะคนเราไม่ต้องการเพียงแค่อาหารอร่อยอีกต่อไปแต่ต้องการประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจด้วย  บ้านเราก็เริ่มเห็นมีทำกันหลายที่แล้ว

 

 

นอกจากนั้นธุรกิจรับจ้างทำอาหารเพื่อจัดงานเลี้ยงแบบ sit down dinner ที่บ้าน หรือที่เราเรียกว่า private chef ก็คล้ายๆกับ chef’s table แต่ลึกซึ้งกว่าไปอีกขั้นตรงที่ความสวยงามและความอลังการของอาหารพร้อมถ้วยชามนั้นเป็นตัวบ่งบอกสถานะของเจ้าของบ้านด้วย ธุรกิจนี้ก็มาแรงเช่นกัน ในบ้านเราจะเริ่มเห็น chef ดังๆหลายคนเริ่มทำบริการแบบนี้ และตอนนี้โรงแรมหลายแห่งก็มีบริการทำอาหารแบบ sit down dinner ตามบ้านเช่นกัน

 

 

มนุษย์กำลังเดินทางเข้าสุ่ยุคที่ยินดีจะจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์มากกว่าแค่แลกสิ่งของแล้ว และเราเห็นเทรนด์นี้เป็น mega trend คือไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่แต่เป็นกันทั่วโลก

 

 

 

ธุรกิจ SME ในบ้านเราจึงควรให้ความสำคัญกับ higher leverl experience ของลูกค้านะครับ

 

 

 

แล้วคุณจะไปได้ไกลแน่นอน

Tapas # 57 ตรวจสุขภาพ

Tapas # 57 ตรวจสุขภาพ

 

 

Number one, cash is king… number two, communicate… number three, buy or bury the competition.

 

 

Jack Welch

 

 

 

 

ความเข้าใจเรื่องสุขภาพการเงินขององค์กรถือเป็นหัวใจในการอยู่รอดที่สำคัญที่สุด แต่เป็นเรื่องแปลกที่ดูเหมือนผู้บริหารมากมายยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อย หรือบางทีก็ไม่ดูมันซะดื้อๆเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแผนกบัญชีและการเงิน ซึ่งขอบอกเลยครับว่านี่คือความผิดอย่างมหันต์

 

ในยามที่บริษัทบริหารงานภายในสถายการณ์ปรกติอาจจะไม่ได้มีอะไรน่ากังวลมาก แต่คำว่า”ปรกติ”ในโลกธุรกิจปัจจุบันมีอยู่สั้นมากครับ  และทันทีที่บริษัทเข้าสู่สภาะวะเร่งอันไม่ปรกติ เช่นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของยอดขายอย่างผิดปรกติ เมื่อนั้นสุขภาพทางการเงินจะเข้าสู่สภาวะวิกฤตทันที ถ้าไม่มีการเตรียมการไว้ก่อน

 

อย่าลืมนะครับว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินอาจจะมาได้ทั้งตอนที่ขายไม่ดีและตอนที่ขายดีด้วยนะครับ ทั้งนี้เพราะกระแสเงินสดซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักของการล่มสลายขององค์กร อาจจะมาตอนบริษัทกำไรดีก็ได้ครับ

 

ข่าวดีคือเรื่องนี้ จริงๆแล้วง่ายนิดเดียว เพียงแค่ท่านสนใจมัน ใครๆก็สามารถเข้าใจได้ ไม่จำเป็นจะต้องเรียนจบเรื่องการเงินมา แค่บวกลบคูณหารเป็นก็วิเคราะห์เรื่องนี้ได้แล้วครับ

 

 

ประเด็นแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องของกระแสเงินสดเพราะอันนี้เส้นเลือดใหญ่ของจริง เราง่ายๆก่อนเลยก็คือท่านต้องรู้ว่าภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง (ของผมจะทำประมาณ 3-6 เดือนล่วงหน้า แต่บริษัทที่มีข้อมูลแน่นพออาจจะล่วงหน้าได้ถึง 3 – 5 ปี)​ จะมีเงินเข้าและออกประมาณเท่าไร และเงินเข้าออก ก้อนไหน ถ้าหากมาผิดเวลาจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินสดในมือได้

 

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ปรากฏในงบการเงินทั้งงบดุลและงบกำไรขาดทุน แต่จะปรากฏอยู่ในงบประแสเงินสด การทำ cashflow statement forecast อย่างละเอียดจึงมีความสำคัญมาก นอกจากมีงบกระแสเงินสดที่ดีแล้ว คนอ่านงบยังต้องเข้าใจด้วยว่าอะไรที่จะกระทบกับกระแสเงินสดของเรา เช่น การเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลังจะกระทบต่อประแสเงินสดหลักของบริษัทอย่างไร เป็นต้น

 

ความรู้และความเข้าใจในเรื่องนี้ยังต้องมีการส่งต่อให้ผู้บริหารระดับกลางขององค์กรเข้าใจด้วย เพราะนโยบายย่อยๆของแต่ละฝ่ายย่อมจะส่งผลปริมาณกระแสเงินสดขององค์ฏรอย่างแน่นอน ผู้บริหารระดับกลางจึงต้องเข้าใจด้วยว่ากิจดรรมต่างๆทีพวกเขาเหล่านั้นทำจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อภาพรวมขององค์กร ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แบบนี้เจ๊งแน่ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

ประเด็นที่สองที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าทุกวันนี้เกมส์การเงินนี่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนโลกทุนนิยมบิดๆเบี้ยวๆของเราอยู่ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบหลักการนี้ก็ตาม

 

 

ผมมีความเชื่ออยู่ว่าคนที่เล่นเกมส์นี้เก่ง คือสะสมเงินได้เยอะกว่าคนทั่วๆไป เพราะเขาเข้าใจกติกาของเกมส์นี้เป็นอย่างดี

 

แน่นอนกติกานี้เป็น unwritten rules และเราต้องแสวงหามันเอง

 

 

 

ตอนนี้ผมเชื่อว่าผมได้เรียนรู้ส่วนหนึ่งของกติกาที่ว่านี้เลยอยากจะมาแชร์กัน

 

 

คนที่เล่นเกมส์นี้เก่ง เราเรียกว่าคนที่ “ใช้เงินเป็น”

 

 

 

คุณแม่ผมมักจะพร่ำบอกมาเสมอตั้งแต่เด็กๆว่า ต้องฝึก “ใช้เงินให้เป็น” ผมคิดว่าตอนเด็กๆผมเข้าใจสิ่งที่คุณแม่ผมพยายามบอกน้อยมาก ผมใช้เวลาตอนช่วงหลังวัยรุ่นมาเพื่อพยายามเสาะหาถึงความหมายของคำว่า “ใช้เงินให้เป็น” ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไร

 

 

ผมเชื่อว่าการใช้เงินเป็นคือความสามารถในการแยกแยะให้ได้ว่าอะไรที่เงินซื้อได้และอะไรที่เงินซื้อไม่ได้ เป็นสิ่งที่พูดง่ายมากแต่ทำยากมาก และผมเองก็ทำผิดพลาดเรื่องนี้มาเยอะแล้ว และอยากเขียนเรื่องนี้ไว้เพื่อที่จะเป็นเครื่องเตือนตัวเองและเตือนคนอื่นด้วย

 

ถ้าเป็นเรื่องการทำธุรกิจ function บางอย่างที่องค์กรเราไม่ถนัด แต่เราไปฝืนทำเพียงเพราะคิดว่าจะประหยัดเงินจ้างคนอื่นมาทำ มักจะสร้างความเสียหายมากกว่าที่เราตั้งใจไว้ทั้งในส่วนของตัวงานเองและ opportunity cost ที่ต้องเสียไปกับงานที่เราไม่ถนัด แทนที่เราจะเอาเวลาไปพัฒนา core competency ขององค์กร  ยกตัวอย่างเช่น ตอนเริ่มทำธุรกิจใหม่ด้วยความงกผมเคยเสียเวลาไปกับการพยายามออกแบบ package ของสินค้าเอง โดยไปซื้อหนังมาอ่านเพียบ ลองหัดใช้โปรแกรมต่างๆนาๆ แต่ปรากฏว่าทำออกมาได้ไม่ถูกใจตัวเอง ในที่สุดก็ต้องไปจ้างมืออาชีพมาทำอยู่ดี  เรียกว่าเสียน้อยเสียยากจริง

 

 

แต่คนเรามันไม่เข็ดกันง่ายๆหรอกครับ จนกระทั่งผมมาเจ็บหนักสุดๆตอนพยายามจะทำโฆษณาทีวีเองโดยไม่ผ่าน agency เพราะความงกและการประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป ครั้งนั้นบาดเจ็บหนักทีเดียว แต่ก็ได้บทเรียนที่ให้จำไปอีกนาน

 

หลายๆบทเรียนที่เจอมาทำให้ผมตกผลึกได้ว่าการ outsource สิ่งที่ไม่ใช่ core competency จึงเป็นเรื่องที่ควรทำในสถานการณ์การทำธุรกิจในศตวรรษที่ 21   เป็นอย่างยิ่ง

 

 

นักธุรกิจที่ฉลาดจึงจะต้องรู้ว่า อะไรที่เงินสามารถ”ซื้อ”ได้และอะไรที่เงิน”ซื้อ”ไม่ได้

 

 

 

 

สุดท้ายคือการแสวงหาความรู้เรื่องการลงทุนตลอดเวลา เพราะเมื่อกิจการเริ่มเจริญเติบโตเราจะมี cash surplus เพิ่มมากขึ้นการหาความรู้ว่าควรจะเอาเงินไปทำอะไรจะเป็นการเพิ่มพูนทรัพย์สินขององค์กรให้งอกเงยขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และในทางกลับกันการลงทุนในสิ่งที่ล้าสมัยหรือมีความเสี่ยงสูงก็อาจจะส่งผลกระทบต่อกิจการหลักขององค์กรได้เช่นกัน

 

 

การลงทุนนั้นอาจจะมีหลายมิติ เช่น การลงทุนพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ, การลงทุนในการซื้อกิจการที่ดี หรือแม้แต่การลงทุนในเครื่องมือทางการเงินที่มีมากมายเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับองค์กร

 

 

 

สำคัญที่สุดคือท่านต้องมีความสุขในการเล่นเกมส์นี้ครับ แล้วความสำเร็จจะมาหาท่านเอง

 

 

Happy Hunting !